ในยุคที่หนังส่วนใหญ่แข่งขันกันด้วยความยิ่งใหญ่ของโปรดักชัน ซูเปอร์ฮีโร่ และฉากแอ็กชันสุดอลังการ มีหนังไม่กี่เรื่องที่เลือกจะเดินสวนกระแส และใช้ “เรื่องราวของคนธรรมดา” เป็นหัวใจหลักของการเล่าเรื่อง และหนึ่งในนั้นคือ The King of Staten Island
หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่ดูแล้วตื่นเต้นตลอดเวลา ไม่ใช่หนังที่มีจุดพีคระเบิดอารมณ์เป็นช่วง ๆ แต่เป็นหนังที่ค่อย ๆ เล่า ค่อย ๆ ซึม และค่อย ๆ ทำให้คนดูรู้สึกผูกพันกับตัวละคร จนสุดท้ายก็กลายเป็นหนังที่หลายคนพูดตรงกันว่า “โคตรดี” และแนะนำต่อแบบไม่ต้องมีโฆษณาเยอะ
แม้จะเป็นหนังที่ออกฉายในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั่วโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่ The King of Staten Island กลับสามารถสร้างกระแสในวงกว้าง ได้รับเสียงชื่นชมจากทั้งนักวิจารณ์และผู้ชม และค่อย ๆ กลายเป็นหนังที่ถูกพูดถึงในฐานะ “หนังชีวิตคุณภาพ” ที่แรงข้ามปี และดูเมื่อไหร่ก็ยังรู้สึก
จุดกำเนิดของเรื่องราว: เมื่อชีวิตจริงกลายเป็นแรงบันดาลใจของบทภาพยนตร์
สิ่งที่ทำให้ The King of Staten Island แตกต่างจากหนังดราม่าคอมเมดี้ทั่วไป คือรากของมันที่มาจาก “ชีวิตจริง” ของ Pete Davidson นักแสดงตลกชื่อดังจากรายการ Saturday Night Live
Pete Davidson เติบโตมาในย่าน Staten Island นิวยอร์ก และสูญเสียพ่อซึ่งเป็นนักดับเพลิงไปจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 ตั้งแต่ยังเด็ก เหตุการณ์นั้นไม่เพียงเปลี่ยนชีวิตเขาในวันนั้น แต่ทิ้งบาดแผลทางใจที่ส่งผลต่อบุคลิก วิธีคิด และอารมณ์ขันแบบหม่น ๆ ของเขามาจนถึงทุกวันนี้
The King of Staten Island นำประสบการณ์ชีวิตนั้นมาขยายเป็นเรื่องราวของ “สก็อตต์” ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่า ที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามอดีต และยังไม่รู้ว่าตัวเองควรจะไปทางไหนในชีวิต
Judd Apatow กับการเล่าเรื่องที่หัวเราะก็จริง แต่เจ็บก็จริง
ถ้าพูดถึงหนังตลกที่มี “หัวใจ” ชื่อของ Judd Apatow คือหนึ่งในชื่อที่หลายคนนึกถึง ไม่ว่าจะเป็น The 40-Year-Old Virgin, Knocked Up หรือ Funny People หนังของเขามักจะเริ่มต้นด้วยอารมณ์ขัน แต่ค่อย ๆ พาไปสู่การตั้งคำถามกับชีวิต ความรัก และการเติบโต
สำหรับ The King of Staten Island เขาไม่ได้แค่มากำกับ แต่ยังร่วมเขียนบทกับ Pete Davidson และ Dave Sirus ทำให้หนังเรื่องนี้มีความเป็น “เรื่องส่วนตัว” สูงมาก เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่กลับสะท้อนชีวิตจริงได้อย่างเจ็บลึก
นี่จึงไม่ใช่แค่หนังตลก แต่เป็นหนังดราม่าคอมเมดี้ที่พูดถึงการเยียวยา การเติบโต และการยอมรับความจริงของชีวิตในแบบที่ไม่สวยงามนัก แต่จริงมาก
เรื่องย่อ: ชายหนุ่มที่ติดอยู่กับอดีต และยังไม่พร้อมใช้ชีวิตจริง
สก็อตต์ คือชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่า ที่อาศัยอยู่กับแม่ใน Staten Island พ่อของเขาเสียชีวิตจากการเป็นนักดับเพลิงตั้งแต่เขายังเด็ก เหตุการณ์นั้นกลายเป็นเงาที่ตามหลอกหลอนเขามาตลอดชีวิต
เขาใช้ชีวิตไปวัน ๆ กับกลุ่มเพื่อน สูบกัญชา เล่นมุกตลก และฝันอยากเป็นช่างสัก แต่ก็ไม่มีวินัย ไม่มีความพยายาม และไม่เคยทำอะไรให้มันเป็นเรื่องเป็นราวจริงจัง
ทุกอย่างเริ่มสั่นคลอน เมื่อแม่ของเขาเริ่มคบหากับนักดับเพลิงคนใหม่ นั่นไม่ใช่แค่เรื่องของความหึงหวงหรือไม่อยากให้แม่มีใครใหม่ แต่มันคือการที่สก็อตต์ถูกบังคับให้ต้องเผชิญหน้ากับอดีต ความสูญเสีย และความกลัวที่เขาหลีกเลี่ยงมาตลอด
ธีมหลักของหนัง: การไม่ยอมโต และความกลัวที่จะก้าวไปข้างหน้า
หนึ่งในประเด็นที่ The King of Staten Island พูดถึงอย่างชัดเจน คือ “ภาวะไม่ยอมโต” หรือการติดอยู่ในช่วงชีวิตที่ยังไม่พร้อมรับผิดชอบอะไรจริงจัง
สก็อตต์ ไม่ใช่คนเลว เขาเป็นคนใจดี มีอารมณ์ขัน และรักแม่มาก แต่เขากลัวความล้มเหลว กลัวการสูญเสีย และกลัวการเริ่มต้นใหม่ การใช้ชีวิตไปวัน ๆ ในพื้นที่ปลอดภัย คือวิธีที่เขาใช้ป้องกันตัวเองจากโลก
หนังไม่ได้ตัดสินเขา แต่ค่อย ๆ พาคนดูไปเข้าใจว่า การเติบโตบางครั้งก็ไม่ได้เกิดจากแรงบันดาลใจสวย ๆ แต่มาจากความเจ็บปวด ความอึดอัด และการถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยน
การแสดงของ Pete Davidson: บทบาทที่เหมือนเป็นตัวเขาเองที่สุด
นี่คือหนึ่งในบทบาทที่ดีที่สุดในอาชีพของ Pete Davidson เพราะมันแทบจะเป็น “ตัวเขาเอง” ในอีกเวอร์ชันหนึ่ง เขาถ่ายทอดความกวน ความขี้เกียจ ความเปราะบาง และความสับสนของสก็อตต์ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
คนดูจะหัวเราะกับมุกของเขาในหลายฉาก แต่ขณะเดียวกันก็จะรู้สึกถึงความเศร้าที่ซ่อนอยู่ข้างในตัวละครนี้ตลอดเวลา และนั่นทำให้สก็อตต์ไม่ใช่แค่ตัวละครตลก แต่เป็น “คนจริง ๆ” คนหนึ่ง
Marisa Tomei กับบทแม่ที่ทั้งรักลูกและอยากมีชีวิตของตัวเอง
Marisa Tomei รับบทเป็นแม่ของสก็อตต์ หญิงม่ายที่พยายามใช้ชีวิตต่อไป หลังจากสามีเสียชีวิต เธอรักลูกมาก และพยายามปกป้องเขาจากโลกภายนอก แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการความสุข และต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่
บทของเธอทำให้หนังมีมิติของ “ครอบครัว” ที่ไม่ใช่แค่ความรัก แต่ยังมีความอึดอัด ความผิดหวัง และความหวังดีที่บางครั้งก็ทำร้ายกันโดยไม่ตั้งใจ
Bill Burr กับบทนักดับเพลิงที่ไม่ได้มีไว้แค่สร้างเสียงหัวเราะ
Bill Burr รับบทเป็นแฟนใหม่ของแม่ คาแรกเตอร์ของเขาดูแข็ง ๆ ตรงไปตรงมา และเหมือนจะเป็นคนละโลกกับสก็อตต์ แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป เราจะค่อย ๆ เห็นว่าเขาเองก็มีอดีต มีบาดแผล และมีความกลัวในแบบของตัวเอง
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสก็อตต์ คือหนึ่งในเส้นเรื่องที่สำคัญและอบอุ่นที่สุดของหนัง เพราะมันคือการปะทะกันของคนสองรุ่น ที่ต่างก็มีแผลในใจ และต่างก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไรดี
อารมณ์ขันในหนัง: หัวเราะทั้งที่ยังมีแผลอยู่ข้างใน
The King of Staten Island เต็มไปด้วยมุกตลกแบบแห้ง ๆ แบบคนชีวิตไม่ค่อยเป็นเรื่องเป็นราว แต่มุกเหล่านั้นไม่ได้มีไว้เพื่อกลบความเศร้า ตรงกันข้าม มันเหมือนเป็น “เกราะ” ที่ตัวละครใช้ป้องกันตัวเองจากโลก
หนังเรื่องนี้จึงทำให้เราหัวเราะ แล้วก็หยุดคิด แล้วก็รู้สึกจุกเล็ก ๆ ในอกในหลายช่วงเวลา
กระแสตอบรับทั่วโลก: จากหนังเล็ก สู่หนังที่คนดูพูดถึงไม่หยุด
แม้ The King of Staten Island จะไม่ได้เปิดตัวแบบหนังฟอร์มยักษ์ แต่กลับได้รับคำชมอย่างต่อเนื่องจากทั้งนักวิจารณ์และผู้ชม หลายสื่อยกให้เป็นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของ Judd Apatow และเป็นบทบาทที่ดีที่สุดของ Pete Davidson
ในหลายประเทศ หนังเรื่องนี้ถูกพูดถึงในฐานะ “หนังชีวิตที่จริงใจ” และ “หนังที่ดูแล้วเข้าใจตัวเองมากขึ้น” และด้วยพลังของคำบอกต่อ ทำให้มันกลายเป็นหนังที่ถูกพูดถึงยาวนานแบบแรงข้ามปี
กระแสในประเทศไทย: จากหนังเฉพาะกลุ่ม สู่หนังที่คนดูแนะนำต่อ
ในประเทศไทย The King of Staten Island อาจไม่ใช่หนังแมส แต่ในกลุ่มคนดูหนังสายคุณภาพและสายดราม่าคอมเมดี้ หนังเรื่องนี้ถูกพูดถึงในฐานะ “หนังดีที่ควรดู” หลายคนบอกว่าเป็นหนังที่ทั้งตลก ทั้งเหงา และทั้งอบอุ่นในเวลาเดียวกัน
เมื่อมีคนเริ่มหยิบมาแนะนำต่อในโซเชียลและกลุ่มคอหนัง กระแสของมันก็ยิ่งขยายออกไปเรื่อย ๆ และกลายเป็นหนึ่งในหนังที่ถูกพูดถึงว่า “ดูแล้วได้อะไรกลับมาแน่นอน”
ทำไม The King of Staten Island ถึงถูกยกให้เป็นหนังโคตรดีที่ควรดู
หนึ่ง เพราะมันเล่าเรื่องชีวิตแบบไม่ปรุงแต่ง
สอง เพราะตัวละครมีมิติ และเหมือนคนจริง ๆ
สาม เพราะมันทำให้เราหัวเราะและเศร้าไปพร้อมกัน
สี่ เพราะมันไม่ได้สั่งสอน แต่ค่อย ๆ พาให้เราเข้าใจ
ห้า เพราะธีมเรื่องการเติบโตและการสูญเสียเป็นสิ่งที่ทุกคนเคยเจอ
คุณค่าของหนังในฐานะงานที่พูดถึง “การเยียวยา” และ “การให้อภัยตัวเอง”
สุดท้ายแล้ว The King of Staten Island ไม่ใช่แค่หนังเกี่ยวกับชายหนุ่มคนหนึ่ง แต่มันคือหนังเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่จะอยู่กับความสูญเสีย และการยอมรับว่าบางครั้ง เราอาจต้องใช้เวลานานกว่าคนอื่นในการเติบโต
มันบอกเราว่า การก้าวไปข้างหน้าไม่ได้แปลว่าต้องลืมอดีต แต่คือการยอมรับมัน และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้
บทสรุป: หนังที่ไม่ได้ดังเพราะความหวือหวา แต่ดังเพราะมัน “จริง”
The King of Staten Island คือหนังที่พิสูจน์ว่า บางครั้ง “เรื่องราวธรรมดา” ก็สามารถแตะหัวใจคนดูได้มากกว่าหนังที่ยิ่งใหญ่กว่าหลายเท่า
มันอาจไม่ใช่หนังที่ดูแล้วรู้สึกดีตลอดเวลา แต่มันเป็นหนังที่ดูแล้ว “รู้สึกจริง” และนั่นคือเหตุผลที่มันครองใจคนดูทั่วโลก รวมถึงคนดูชาวไทย และถูกพูดถึงไม่หยุดจนกลายเป็นหนังโคตรดีอีกเรื่องหนึ่งของยุคนี้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
The King of Staten Island เป็นหนังตลกหรือหนังดราม่า?
เป็นหนังดราม่าคอมเมดี้ มีทั้งมุกตลกและอารมณ์จริงจังผสมกัน
ต้องรู้จัก Pete Davidson มาก่อนไหมถึงจะอิน?
ไม่จำเป็น แต่ถ้ารู้จัก จะเข้าใจมิติของเรื่องมากขึ้น
หนังเรื่องนี้เหมาะกับใคร?
เหมาะกับคนที่ชอบหนังเล่าเรื่องชีวิต และหนังที่มีทั้งความตลกและความหมาย
หนังดำเนินเรื่องช้าไหม?
ค่อนข้างเนิบในบางช่วง เพราะเน้นการพัฒนาตัวละครมากกว่าความหวือหวา
จุดเด่นที่สุดของหนังคืออะไร?
ความจริงใจของบท และการแสดงที่เป็นธรรมชาติของนักแสดง
ดูแล้วได้อะไรกลับมา?
ได้มุมมองใหม่เกี่ยวกับการเติบโต การสูญเสีย และการให้อภัยตัวเอง

ใส่ความเห็น